บัญชีและการเงิน
View all
บทความยอดฮิต
View all
ทำเบเกอรี่ขายส่ง ธุรกิจเงินล้านที่ "หอมหวน ชวนรวย"
ทำเบเกอรี่ขายส่ง ธุรกิจเงินล้านที่ "หอมหวน ชวนรวย"

มีร้านกาแฟที่ไหน ย่อมมีขนมเบเกอรี่ที่นั่น เป็นความจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้เช่นเดียวกับความ จริงที่ร้านกาแฟผุดขึ้นแทบทุกมุมของแหล่งชุมชนทั่วประเทศไทย แน่นอนว่าไม่ใช่เจ้าของธุรกิจกาแฟทุกร้านจะ ทำขนมเหล่านี้ด้วยตัวเอง ด้วยทุนจากอุปกรณ์และเวลาที่ต้องเสียไปไม่ใช่น้อย…

ช่องว่างเล็กๆ ตรงนี้เองนี่แหละ.. ที่จะเปิดโอกาสให้ธุรกิจส่วนตัวเล็กๆอย่างธุรกิจร้านเบเกอรี่ขายส่ง ได้มีโอกาสสร้างรายได้ให้กับคุณ! ที่นอกจากเบเกอรี่จะสามารถส่งไปวางขายตามร้านกาแฟได้แล้วนั้น ยังสามารถเพิ่มเครือข่ายให้ส่งตามออฟฟิศ, ตามร้านสะดวกซื้อย่านโรงเรียน หรือแม้กระทั่งส่งตามออร์เดอร์ต่างๆจาก ลูกค้าที่หลากหลายอีกด้วย!

หากคุณมีคุณสมบัติดังนี้ก็ลองมาเริ่มกันเลยกับเส้นทางเบเกอรี่ขายส่ง!
ขายเบเกอรี่ ต้องอุปกรณ์พร้อม ใจพร้อม
หากคุณมีอุปกรณ์ในการทำขนมพร้อม และมีผู้ช่วยสักคน ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นดีๆ ที่คุณสามารถเริ่ม
ธุรกิจนี้ได้ในครอบครัว โดยเฉพาะหากครอบครัวของคุณชอบทำขนมกินเองแล้วล่ะก็การเริ่มต้นก็ไปได้สวยเลยแหละ
ทำขนมอร่อยจนใครๆ ก็ชอบ

เคยไหม? ทำขนมอร่อยจนใครๆก็ยกนิ้วให้ถ้าใช่.. คุณก็มาถูกทางแล้วล่ะ แต่ไม่ต้องท้อนะถ้าหาก
เบื้องต้นของคุณจะไม่ได้เก่งขั้นเทพ เพราะความรู้เหล่านี้สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้จากทั้งประสบการณ์การ ช่างสังเกต และปรับปรุงจนกว่าจะได้สูตรของตัวเองที่อร่อยเป็นพิเศษ หรือมีไอเดียที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ แน่นอนว่าความสำเร็จจะอยู่ไม่ไกลอีกต่อไป

คอนเน็กชั่นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
ถ้าคุณมีคอนเน็กชั่นที่ดีกับร้านกาแฟ ตั้งแต่ร้านข้างทางไปจนถึงโรงแรม 5 ดาวก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับการมองหาทำเลดีๆในการวางขนมแสนอร่อยของคุณ ขอเพียงแค่ขนมของคุณมีให้เลือกและอร่อยเพียงพอ

ซื่อสัตย์และขยัน ใครๆ ก็ชอบ
การทำธุรกิจนั้น คุณสมบัติพื้นฐานอย่างความ ซื่อสัตย์ขยัน อดทน เป็นเรื่องจำเป็นอย่างปฏิเสธไม่ได้
การทำขนมก็เช่นกัน ลูกค้าของคุณย่อมชอบขนมที่สดใหม่ และยินดีที่จะทำการค้ากับเจ้าของธุรกิจที่รับผิดชอบ

ดังนั้นคุณควรจะมีความขยันและอดทนสูง ไม่ว่างานด่วนตามเทศกาลจะเข้ามา จนล้นมือ คุณก็ต้องมีความพร้อมและใจที่จะให้บริการเสมอ แน่นอนว่าลูกค้าเองก็จะพอใจเช่นกัน

อย่าหยุดหาความรู้
เพื่อขยายธุรกิจเล็กๆให้เติบโตขึ้นในอนาคต คุณควรมีความรู้ด้านบริหารงาน บริหารคนเอาไว้บ้าง


ธุรกิจเบเกอรี่ขายส่งมีดีอย่างไร?
หากคุณคิดว่าคุณมีความสุขกับการทำขนม และอยากจะเปิดร้านขายเบเกอรี่แบบขายปลีกเพื่อเพิ่ม
ความสุขให้กับตัวเองแล้วนั้น.. ขอบอกว่าไม่ใช่เลย! เพราะงานขายก็คืองานขายการขายเบเกอรี่แบบขายปลีกนั้น นอกจากจะเป็นงานที่มีต้นทุนสูงแล้วยังมีความจุกจิกตามมาอีกหลายอย่าง

ตั้งแต่การเริ่มหาทำเลการค้า ให้เหมาะสม ต้องมีสินค้าให้เลือกหลากหลาย และไหนจะความเสี่ยงที่ของอาจจะเหลือในแต่ละวันอีก ดังนั้น หากคุณมีความชอบที่จะทำขนม.. เรามีเหตุผลดีๆ ที่จะทำให้คุณเลือกทำธุรกิจเบเกอรี่แบบขายส่ง

ลงทุนใหญ่ครั้งเดียว ทำเงินได้อีกมาก
ตัดค่าเช่าร้าน ค่าตกแต่ง และอีกสารพัดไปได้เลย แล้วเปลี่ยนเป็นนำทุนที่มีมาซื้ออุปกรณ์ในการทำ
ขนม เช่นเตาอบดีกว่า หรือเครื่องตีขนมคุณภาพดีๆ ผลิตได้จำนวนมากๆดีกว่า

ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าร้าน ไม่ต้องหาทำเล

ปัญหาของค่าใช้จ่ายราคาแพงสำหรับหน้าร้านจะไม่มีอีกต่อไป และคุณก็ไม่ต้องปวดหัวกับการหา
ทำเลการขายอีกแล้ว เพราะคุณสามารถโปรโมทและขายเบเกอรี่ของคุณแบบออนไลน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการขายผ่าน social media ต่างๆ เช่น Facebook และ Instagram

ไม่ต้องกลัวของเหลือ เพิ่มกำไรได้ตามต้องการ
คุณสามารถผลิตตาม order ร้านค้าต่างๆ ได้ดังนั้นไม่ต้องกลัวเลยว่าของที่คุณตั้งใจทำนั้นจะเหลือให้
เปลืองทุน นอกจากนี้คุณยังสามารถเพิ่มกำไรได้ตามต้องการอีกด้วยเพราะเบเกอรี่นั้นเป็นที่นิยมของคนดื่ม
กาแฟ ตราบใดที่ร้านกาแฟยังไม่หมดสมัยเบเกอรี่ก็จะยังอยู่ได้ต่อไป

การทำการตลาดสำหรับธุรกิจร้านเบเกอรี่
นอกจากร้านกาแฟแล้ว คุณสามารถวางขายขนมของคุณได้ในร้านเบเกอรี่ทั่วๆไปอีกด้วย เนื่องจากมีหลายคน ที่ใฝ่ฝันจะเป็นเจ้าของร้าน แต่อาจไม่สะดวกที่จะทำขนมที่หลากหลายได้เองขนมอร่อยๆของคุณก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่จะเพิ่มความหลากหลายให้กับร้านได้

ขายส่งเบเกอรี่สำหรับบริษัท โรงเรียน หรือหน่วยงานต่างๆ
งานจัดเลี้ยง หรืองานสัมนา เป็นอีกงานหนึ่งที่คุณสามารถจัดเบเกอรี่เข้าไปได้เพราะอย่างไรก็ตาม
ต้องมีช่วงพักเบรคให้ผู้ร่วมงานได้เติมพลังกันหน่อยอยู่แล้ว

ขายส่งเบเกอรี่สำหรับงานศพ
ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทำให้เวลาของแต่ละคนเพิ่มความสำคัญมากขึ้นไปด้วย ดังนั้นเพื่อประหยัดเวลา
ของผู้ร่วมงาน เจ้าภาพงานศพจึงมักคั่นการสวดก่อนจบบทสุดท้ายด้วยการรับประทานอาหารว่าง เบเกอรี่กล่องจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่นอกจากจะประหยัดเวลาแล้วยังอิ่มท้องอีกด้วย

ขายส่งเบเกอรี่ตามเทศกาล
งานปีใหม่วาเลนไทน์วันเกิดวันครบรอบ วันครอบครัว หรือเทศกาลไหนๆก็เป็นช่องทางที่คุณจะ
สามารถขยายธุรกิจให้กว้างขึ้น ด้วยการบริการเซอร์ไพรส์สุดแสนพิเศษให้กับลูกค้าตามความต้องการ

เห็นไหมล่ะว่าธุรกิจเล็กๆ ที่เริ่มจากความชอบ ก็สามารถสร้างกำไรให้คุณได้ง่ายๆ ดังนั้นอย่ารอช้าที่จะ
ถามตัวเองว่า “ฉันชอบทำขนมไหม?” หากคำตอบคือใช่ธุรกิจร้านเบเกอรี่ขายส่งก็คือคำตอบของคุณที่จะสร้างกำไรให้คุณได้ง่ายๆอย่างมีความสุข

ที่มา SME Frog
https://www.smefrog.com/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87/
โมเดลธุรกิจ (Business Model) ต่างจาก แผนธุรกิจ (Business Plan) อย่างไร
โมเดลธุรกิจ (Business Model) ต่างจาก แผนธุรกิจ (Business Plan) อย่างไร
06 ธันวาคม 2561

26 | โมเดลธุรกิจ (Business Model) ต่างจาก แผนธุรกิจ (Business Plan) อย่างไร
ผม[1]เชื่อว่านักธุรกิจทุกคนเคยได้ยินคำว่า “แผนธุรกิจ” หรือ “Business Plan” ไม่ว่าคุณจะจบทางด้านธุรกิจมาหรือไม่ เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหน ทกคนก็จะพูดว่าธุรกิจควรจะต้องมีแผนธุรกิจ เวลาไปขอเงินกู้หรือนำเสนอบริษัทเราให้กับใคร “แผนธุรกิจ” นี้ก็มักจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะใช้ในการนำเสนอว่าบริษัทเรามีอนาคตหรือไม่ และเราเป็นผู้ประกอบการที่เก่งกาจขนาดไหน
แต่ทั้งนี้ หลายๆ คนก็ทราบกันดีว่าแม้จะทำแผนธุรกิจมาดีมากเพียงใด แต่ในการปฏิบัติจริงก็มักจะไม่เป็นไปตามแผน อาจเพราะเราไม่ได้มีวินัยพอที่จะคอยปฏิบัติได้ตามสิ่งที่คิดไว้ รูปแบบของแผนธุรกิจไม่เหมาะกับการนำมาใช้ในการวางแผนงาน หรือในความเป็นจริงแล้ว จะมีปัจจัยภายนอกหรือสิ่งที่นอกเหนือความคาดหมายมากระทบแผนของเราตลอดเวลา ทำให้คลาดเคลื่อน และไม่มีเวลามาคอยนั่งปรับแผนได้ตลอดเวลาจนต้องยอมทิ้งไปในที่สุด
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในฐานะคนที่เคยเรียน ทำ ประกวด อ่าน และติดตามผลจากการทำแผนธุรกิจมาหลายสิบฉบับ คงต้องบอกว่าแม้ว่าการทำ “แผนธุรกิจ” นั้น อาจไม่ได้ถูกนำมาใช้จริงเสมอไป แต่มันเป็นเครื่องมือในการ “วางแผน” ให้เราเข้าใจธุรกิจตัวเอง เห็นภาพแนวทางการดำเนินงาน และวางชิ้นส่วนกิจกรรมการผลิต การตลาด การจ้างคนให้เป็นภาพร่างๆได้ดี รวมไปถึงการคำนวณความคุ้มทุนในการทำธุรกิจ หรือทีเรียกว่า “การทำ feasibility” ได้ดีอีกด้วย ซึ่งหนึ่งในองค์ประกอบของแผนธุรกิจและผลพลอยได้ที่สำคัญที่สุดสำหรับองค์กรและผู้ประกอบการนั้นก็คือ การกำหนดและเข้าใจ “Business Model” หรือ “โมเดลธุรกิจ” ของตัวเอง เพราะ “Business Model” นี้จะเป็นตัวที่จะตอบคำถามว่า “เราหารายได้อย่างไร” และผู้ซื้อเขา “ได้อะไรไปจากเรา”
ในโลกของการทำธุรกิจจริง แม้สิ่งที่เราทำอาจจะหลุดไปจากแผนธุรกิจเพียงใด แต่ในส่วนใหญ่แล้ว “Business Model” นั้นจะไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นในฉบับนี้ จึงอยากจะขอขยายความเรื่องความแตกตากของสองสิ่งนี้เพิ่มเติมอีกสักนิดนะครับ
Business Model ภาษาไทยบางที่แปลคำว่า “Business Model” ว่า “แบบจำลองธุรกิจ” แต่ผมคิดว่าความหมายที่เหมาะสมน่าจะเป็น “โครงสร้างการทำรายได้ของธุรกิจ” หรือเรียกทับศัพท์ไปเลยมากกว่า เนื่องจาก “โมเดลธุรกิจ” นี้สิ่งที่จะบอกว่าธุรกิจเรา “ทำเงินอย่างไร” โดยจะคำนึงถึงเฉพาะคุณค่าหลักๆ ที่ลูกค้าของเราต้องการจากเราและยินยอมที่จะจ่ายเงินเพื่อแลกกับการทำธุรกรรมกับเรา รวมไปถึงวิธีการและค่าใช้จ่ายที่เราใช้กับทาง supplier ของเราหรือคนกับทรัพยากรอื่นๆของเรา เพื่อนำให้มาสู่คุณค่าดังกล่าวนั้นๆ
ยกตัวอย่างเช่น ร้านค้าสะดวกซื้อร้านหนึ่ง สร้างรายได้จากการขายของหลายชิ้น รวมไปถึงให้บริการอื่นๆ เช่น การรับจ่ายบิลโทรศัพท์ หรือเป็นที่ส่งของจากการซื้อของออนไลน์ ซึ่งร้านสะดวกซื้อนี้มีพนักงานที่มีความเป็นมิตรสูงและแอร์ที่เย็นฉ่ำ ลูกค้าจึงชื่นชอบที่จะเดินเข้ามาเพื่อรับบรรยากาศผ่อนคลาย สบายตัว และหาซื้ออะไรสดชื่นๆ กลับไปเล็กๆ น้อยๆ
สำหรับตัวอย่างนี้ เวลาเราพูดถึง “โมเดลธุรกิจ” เราจะพูดเฉพาะการ “ขายสินค้าที่เราสต็อคไว้ให้กับผู้ซื้อ” เพราะมันคือ “รายได้หลัก” ที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอด แม้จะมีรายได้รายย่อยจากทางอื่น รวมถึงคุณค่าอื่นๆที่ทำให้คนซื้อ แต่มันคือเหตุผลหลักเหตุผลเดียวที่เราควรจะให้ความสำคัญและคอยวัดผล เพราะมันคือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจอยู่ได้
ทั้งนี้โมเดลธุรกิจในโลกนี้มีหลายประเภท แล้วแต่เทคนิคการทำธุรกิจเรา อาจจะขึ้นอยู่กับการจัดจำหน่ายสินค้า หรือนวัตกรรมอื่นๆ เช่น การทำธุรกิจแฟรนไชส์ การขายของออนไลน์ ก็เป็นได้ หากใครมีปัญหาในการคิดโมเดลธุรกิจตัวเองออกมาเป็นภาพแล้ว ในปัจจุบัน ได้มีเครื่องมือในการคิดและวาดโมเดลธุรกิจออกมาชื่อว่า Business Model Canvas ซึ่งมีเป็นทั้งแผนภาพและเนื้อหาให้สามารถอ่านกันได้ออนไลน์ หรือเป็นหนังสือที่สามารถตามหาซื้อกันได้ในร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการทำความเข้าใจธุรกิจตัวเองและนำมาใช้พูดคุยกับคนภายนอกครับ
Business Plan แผนธุรกิจเป็นเรื่องของ “รายละเอียด” ของธุรกิจของเรา โดยจะเป็นการขยายความ “โมเดลธุรกิจ” มาเป็นกิจกรรมการตลาด การหาทรัพยากรคน การจัดซื้อ การหาแหล่งเงินทุน การวิเคราะห์คู่แข่ง แผนการเติบโต และแผนดำเนินการอื่นๆ ในรอบหนึ่งปีถึงสามปีและการวางแผนการเงินและวิเคราะห์การดำเนินการในปัจจุบัน รวมไปถึงการวางเป้าหมายการดำเนินงาน วิสัยทัศน์ และภารกิจขององค์กร หรือพูดง่ายๆ ก็คือ “Business Model” คือสิ่งที่บ่งบอกว่า เรา “หารายได้” ได้อย่างไร ส่วนแผนธุรกิจนั้น เป็นตัวบ่งบอกว่า เราจะ”ทำอะไรบ้าง” เพื่อให้ได้มา รักษา และต่อยอดวิธีการหารายได้ที่ว่านั้น
ทั้งนี้ แม้ในหลักการแล้ว เราควรจะเข้าใจ “Business Model” ของตัวเองก่อน จึงจะสามารถทำแผนธุรกิจได้ แต่ในหลายๆ ครั้ง สิ่งที่เรามีในตอนแรกคือ “ไอเดีย” ที่เราอาจจะไม่เคยเอามาคำนวณด้วยซ้ำว่าสร้างกำไรได้แค่ไหน การทำแผนธุรกิจและวิเคราะห์กำไรขาดทุนนั้น จึงมักจะทำให้เราเห็นภาพการดำเนินธุรกิจของตนเองและตกผลึกมาเป็น “Business Model” ที่แท้จริงอีกทีอยู่เป็นประจำครับ โดยในบางครั้ง อาจพบว่า “ไอเดียธุรกิจ” ที่เริ่มต้นนั้น อาจเป็นแค่สิ่งที่เรา “อยากทำ” ให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ แต่ไม่ใช่รายได้หลักที่จะทำให้ธุรกิจสามารถไปรอดและยั่งยืนในอนาคตได้
แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อเราเข้าใจโมเดลธุรกิจของตนเอง จะเห็นว่า แผนธุรกิจนั้นจะเป็นอย่างไร มันขึ้นอยู่กับโมเดลธุรกิจเป็นหลักทั้งนั้น เพราะแม้แผนธุรกิจจะมีเนื้อหาแน่นปึ้กเพียงใด แต่มันก็คือโครงสร้างที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเสาหลักของโมเดลธุรกิจที่เป็นตัวบ่งบอกการไหลเวียนของเงิน แผนธุรกิจสามารถเปลี่ยนได้ทุกวันโดยไม่กระทบโมเดลธุรกิจ แต่หากวันใดโมเดลธุรกิจเปลี่ยน แผนธุรกิจมักจะต้องเปลี่ยนตามอย่างแน่นอน
ในปัจจุบัน ภายใต้กระแสของการเกิดขึ้นของบริษัทเทคโนโลยีที่เรียกกันว่า Tech Startups หรือสั้นๆว่า Startup นั้น การทำความเข้าใจ “Business Model” ของตนเองนั้นสำคัญมาก เพราะในหลายๆครั้ง คนจะมีไอเดียในการสร้างอะไรบางอย่าง โดยไม่ได้มองถึงเรื่องว่าจะหารายได้จากมันได้อย่างไร ซึ่งจะทำให้ธุรกิจไม่สามารถอยู่รอดได้ เพราะคนทำไม่มีเงินหาเลี้ยงชีพ ซึ่งจริงๆไม่ใช่เรื่องผิดเสมอไป แต่คนทำต้องเข้าใจก่อนว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่มันเป็นเหมือนงานศิลปะที่อาจทำให้ตนเองและคนอื่นบางกลุ่มมีความสุขได้ แต่ไม่มากพอที่จะก่อให้เกิดรายได้ และทำให้ยั่งยืน ยังจำเป็นต้องมีงานประจำอยู่
ยกตัวอย่างเช่น Facebook กับ Google คนส่วนใหญ่จะรู้จักในฐานะ Social Network กับ Search Engine ที่เราใช้ในการคุยกับเพื่อน แชร์ข้อมูล หรือค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต แต่ Business Model ของสองตัวนี้จริงๆแล้วคือ การขายโฆษณา ซึ่งบริษัททั้งสองนี้จะอยู่ไม่ได้เลนหากไม่ยอมทำระบบโฆษณาที่ชาญฉลาดขึ้นมาที่ทำให้ทั้งผู้โฆษณาและผู้ใช้มีความสุขได้ ซึ่งสองบริษัทนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่ “หน้าที่หลัก” ของสินค้าหรือบริการ อาจไม่ใช่ “โมเดลธุรกิจ” เสมอไป และในการทำแผนธุรกิจ หรือแผนพัฒนา จะต้องคอยนึกถึงว่ามันเอื้ออำนวยไปสู่การ “สร้างรายได้” ด้วยวิธีเหล่านั้นได้อย่างไรอีกด้วย
สำหรับท่านผู้อ่านที่ชอบคิดสร้างสิ่งใหม่ แต่คิดเรื่องหารายได้ไม่เก่ง อยากฝากบอกว่าการหาเงินไม่ใช่เรื่องไม่สนุกนะครับ ลองทำความเข้าใจถึง “คุณค่า” ของสิ่งที่เราสร้างให้เจอ และตกผลึกมันออกมาเป็น “โมเดลธุรกิจ” ที่ลงตัว แล้วเราจะสามารถได้ทำในสิ่งที่เรารัก และหาเลี้ยงชีพไปกับมนได้ในระยะยาวครับ

แหล่งข้อมูล :
Business Models vs. Business Plans อะไรคือโมเดลธุรกิจและแผนธุรกิจ
ข้อมูลบนโลกออนไลน์ที่เผยแพร่แก่สาธารณะ

องค์ความรู้เพื่อการให้บริการแก่ SMEs จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น
สำหรับหน่วยให้บริการ SMEs ภายใต้โครงการศูนย์ให้บริการ SME ครบวงจร
จัดทำ ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2560


[1] เลอทัด ศุภดิลก ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานบริหารจัดการบริษัท Sellsuki จำกัด และกรรมการบริษัท Flyingcomma จำกัด
เช็คลิสต์ โมเดลธุรกิจที่เหมาะกับการทำ อีคอมเมิร์ซ (eCommerce)
เช็คลิสต์ โมเดลธุรกิจที่เหมาะกับการทำ อีคอมเมิร์ซ (eCommerce)
08 เมษายน 2562
33 | เช็คลิสต์ โมเดลธุรกิจที่เหมาะกับการทำ อีคอมเมิร์ซ (eCommerce)
การเริ่มต้นทำธุรกิจ E-commerce เพื่อขายสินค้าบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากศูนย์หรือเปลี่ยนจากธุรกิจ Offline มาเป็น Online จำเป็นต้องคำนึงถึง Business Model ของธุรกิจ หรือรูปแบบการขาย การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคตของธุรกิจ
ในแต่ละตัวเลือกนั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน ต้องเลือกให้เหมาะสมกับความต้องการ เพื่อเริ่มทำธุรกิจ E-commerce ได้อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ
โดยหลักแล้วการทำธุรกิจ Ecommerce จะมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ B2B – Business to Business และ B2C – Business to Consumer
1. คุณต้องการที่จะขายใคร? แม้ว่าสิ่งที่คุณต้องการจะขายนั้น เป็นสินค้ารูปแบบเดียวกัน แต่ลักษณะการขายที่แตกต่างกันทำให้เกิด Business Model ที่แตกต่างกันด้วย ยกตัวอย่างเช่น หากคุณขายผลิตภัณฑ์ความสวยความงาม หากคุณโฟกัสไปที่การขายให้กับตัวแทนจำหน่าย ห้างร้าน สรรพสินค้า ในจำนวนเยอะๆ นั่นหมายถึงคุณกำลังทำในรูปแบบของ B2B แต่หากคุณโฟกัสการขายไปที่ผู้ใช้สินค้าโดยตรงเลย ก็จะกลายเป็นรูปแบบของ B2C
ธุรกิจแบบ B2B คือการขายสินค้าระหว่างบริษัทกับบริษัท ซึ่งมีข้อดีข้อเสียเมื่อเปรียบเทียบกับการขายแบบ B2C ดังนี้
ข้อดี การขายระหว่างบริษัท จะมีปริมาณการสั่งซื้อที่สูงกว่า จำนวนการสั่งซื้อในแต่ละรอบจะมากขึ้น ยิ่งในกรณีที่บริษัทคู่ค้ามีการเติบโตมากยิ่งขึ้น
ข้อเสีย จำนวนบริษัทที่ค้าขายด้วยย่อมมีน้อยกว่าจำนวนผู้บริโภคแบบ B2C รวมไปถึง ระยะเวลาในการปิดการขายจะยาวนานขึ้น เนื่องจากการซื้อขายในนามบริษัทจะมีผู้ตัดสินใจร่วมกันหลายฝ่าย อาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายเดือนกว่าที่จะปิดการขายได้ รวมไปถึงเครดิตในการชำระเงิน กว่าที่เงินสดจะเข้ามาอาจกินเวลาอย่างน้อย 30 ถึง 60 วันขึ้นไป
ธุรกิจแบบ B2C หมายถึงธุรกิจของคุณขายสินค้าหรือบริการโดยตรงกับผู้บริโภคที่ใช้สินค้านั้นๆ ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบมากที่สุดของจำนวนธุรกิจทั้งหมด
ข้อดี สามารถเก็บเงินจากผู้บริโภคได้ทันทีเพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้าหรือบริการของบริษัท
ข้อเสีย มีจำนวนการสั่งซื้อต่อ 1 ใบเสร็จ ต่ำกว่าแบบ B2B จึงจำเป็นจะต้องอาศัยจำนวนคำสั่งซื้อที่ค่อนข้างมาก และจะต้องมีระบบการจัดการกับข้อมูลของลูกค้าจำนวนมหาศาล
2. สินค้าที่คุณต้องการขายคือประเภทใด?
Physical Product สินค้าที่จับต้องได้ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักคุ้นชินกับการขายสินค้าในรูปแบบนี้ ซึ่งเป็นที่นิยมในการค้าขายสำหรับ Ecommerce มากที่สุด แต่ก็ยังมีความท้าทายในเรื่องของการสต็อคสินค้า การจัดเก็บสินค้า การส่งสินค้า และการรับประกันสินค้าในกรณีที่สินค้าเกิดความเสียหายในระหว่างการจัดส่ง
Digital Product ณ ปัจจุบันสินค้าประเภทดิจิตอล ที่สามารถให้ลูกค้าดาวน์โหลดสินค้าผ่านออนไลน์ได้ทันทีที่ชำระเงินเข้ามา ข้อดีของสินค้าประเภทดิจิตอลก็คือ ไม่ต้องสต็อคสินค้า สามารถทำซ้ำได้โดยแทบไม่มีต้นทุนอื่นๆ เพิ่มเติม ทำให้ส่วนต่างของกำไรนั้นสูงกว่ามาก รวมไปถึงไม่ต้องปวดหัวกับการจัดส่งสินค้าทางไปรษณีย์ แต่ข้อเสียของสินค้าประเภทนี้ก็คือ การละเมิดลิขสิทธิ์ หากไม่มีการป้องกันที่ดีพอ
Services การขายการให้บริการทางออนไลน์ ยกตัวอย่างเช่น การให้คำปรึกษาออนไลน์, การรับทำเว็บไซต์, การรับจ้างเขียนบทความ ซึ่งข้อดีก็คือ ไม่จำเป็นที่จะต้องมีสินค้า เพียงใช้ความรู้ ความสามารถของบุคลากรที่มีอยู่ ก็สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ในทันที แต่ข้อเสียก็คือ ธุรกิจประเภทนี้ จำเป็นที่จะต้องใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดังนั้นหากต้องการที่จะขยายธุรกิจ จะมีปัญหาเรื่องของการหาคนที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามารองรับกับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น
3. คุณจะผลิตสินค้าด้วยวิธีการใด?
ผลิตสินค้าด้วยตนเอง การผลิตสินค้าด้วยตนเองนั้น ข้อดีก็คือคุณสามารถควบคุมคุณภาพของ แบรนด์ให้อยู่ในมาตรฐานที่ดีได้อย่างแม่นยำ แต่ก็ต้องอาศัยทักษะอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น บุคลากรที่มีฝีมือในการผลิต ยิ่งเป็นสินค้าประเภทหัตถกรรมแล้ว คุณอาจจะต้องเจอกับปัญหาของกำลังผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น รวมไปถึงความท้าทายในการจัดซื้อวัตถุดิบให้เพียงพอต่อการผลิตสินค้าอีกด้วย
หาโรงงานผู้ผลิตสินค้า เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่คุณสามารถหาโรงงานผู้ผลิตสินค้าแทนที่คุณจะต้องทำขึ้นมาเอง ปัจจุบันมีโรงงานที่มีทรัพยากรที่เพียบพร้อมในการผลิตสินค้าและตีแบรนด์ให้กับคุณพร้อมเสร็จสรรพ โดยทั่วไปแล้วคุณอาจจะต้องหาแหล่งผลิตสินค้าจากประเภทที่มีค่าแรงที่ต่ำกว่า เพื่อช่วยในการลดต้นทุนการผลิต อย่างเช่น โรงงานที่จีน ไต้หวัน หรืออินเดีย เป็นต้น
การซื้อสินค้าขายส่ง การซื้อสินค้าในราคาขายส่งนั้น เป็นรูปแบบที่ง่ายและรวดเร็ว เนื่องจากสามารถติดต่อกับเจ้าของแบรนด์หรือผู้ผลิตได้ทันที สามารถซื้อในราคาที่ต่ำแล้วนำไปขายในราคาที่สูงกว่า ข้อดีก็คือ มีความเสี่ยงที่ต่ำกว่า เนื่องจากคุณสามารถค้นคว้าและวิจัยก่อนการซื้อได้ว่า สินค้าแบรนด์ใด มีความน่าเชื่อสูง มีการทำการตลาดที่ดี มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งไม่ต้องกังวลว่าจะขายได้หรือไม่ อย่างในกรณีที่ผลิตสินค้าขึ้นมาเอง ความเสี่ยงอยู่ที่เมื่อผลิตสินค้าออกมาแล้ว อาจไม่มีใครต้องการซื้อเลยก็ได้ ส่วนข้อเสียก็คือ กำไรต่อหน่วยอาจไม่มากนัก และไม่มีแบรนด์เป็นของตนเอง
4. เลือกที่จะแข่งขันในรูปแบบใด? การลงเข้าแข่งขันในธุรกิจ E-commerce นั้น สามารถกำหนดอนาคตของธุรกิจคุณได้เลย สำคัญมากที่คุณจะต้องเลือกว่า คุณจะเข้าแข่งขันกับคู่แข่งในการตลาดด้วยรูปแบบใด
แข่งขันด้านราคา การแข่งขันในรูปแบบนี้ ไม่เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มีเงินทุนไม่หนาพอ เพราะหากเลือกเข้าแข่งขันในรูปแบบของราคา อาจจะต้องเผชิญกับคู่แข่งรายใหญ่ ที่มีเงินทุนเยอะ สายป่านยาว และท้ายที่สุดพวกเขาจะลดราคาต่ำจนกระทั่งคุณอยู่ไม่ได้ เพราะไม่มีกำไรเหลือ แถมเสี่ยงขาดทุน แล้วล้มหายตายจากไปในที่สุด จากนั้นเจ้าตลาดก็จะกลับมาขายในราคาดังเดิม
แข่งขันในด้านคุณภาพสินค้า หากเลือกที่จะแข่งขันในด้านคุณภาพของสินค้า จะทำให้คู่แข่งลดลงได้อย่างมหาศาล แต่อาจจะต้องแลกมาด้วยต้นทุนในการผลิตที่สูงขึ้น ระยะเวลาในการผลิตที่ยาวนานขึ้น ส่งผลให้มีราคาสินค้าสูง ซึ่งจำนวนในการสั่งซื้ออาจลดลง ยกตัวอย่างเช่น หากนึกถึงสมาร์ทโฟนที่มีคุณภาพสูง ราคาสูง ดังนั้น จำนวนออเดอร์จะลดลง แต่จำนวนคู่แข่งก็ลดลงตามไปด้วย
การแข่งขันด้วยการมีตัวเลือกที่มากกว่า หากเปรียบเทียบร้านค้า Ecommerce เล็กๆ แม้ว่าอาจจะมีราคาที่ต่ำกว่า แต่ด้วยตัวเลือกที่น้อยกว่า Ecommerce เจ้าใหญ่ๆ ผู้คนก็อาจจะเลือกอุดหนุนกับเจ้าที่มีตัวเลือกเยอะกว่า เพื่อสะดวกในการสั่งซื้อและจัดส่งสินค้า ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ Amazon.com ที่มีตัวเลือกสินค้าอย่างมหาศาล ทำให้ผู้คนเลือกที่จะใช้เวลาในการอยู่หน้าเว็บไซต์เพื่อเลือกดูและซื้อสินค้า แต่ความท้าทายก็คือ การจัดการกับจำนวนสินค้าที่มหาศาล อีกทั้งการจัดเก็บ การจัดส่ง การสต็อคสินค้า จะต้องทำได้อย่างดีเยี่ยม
การแข่งขันด้วยการเพิ่มมูลค่าทางใจ นี่คือหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการเข้าแข่งขันในตลาด เนื่องจาก ผู้คนมักซื้อสินค้าด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล ดังนั้นขึ้นอยู่กับว่า คุณสร้างภาพลักษณ์และคำอธิบายเกี่ยวกับสินค้า รวมไปถึงการเล่าเรื่องที่ดีมากพอ จะทำให้สินค้าธรรมดาๆ ชิ้นหนึ่ง กลายเป็นสินค้าที่มีคุณค่าทางจิตใจได้เป็นอย่างดี และผู้คนก็มักจะเลือกซื้อเพียงเพราะมันถูกใจพวกเขา ดังนั้นความท้าทายของการแข่งขันในรูปแบบนี้ก็คือ การทำการตลาดให้มีความโดดเด่น มีภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากคู่แข่งของคุณ
แข่งขันด้วยการให้บริการที่เป็นเลิศ อาจจะยากสักหน่อยสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ด้วยจำนวนทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด อาจทำให้บริการได้ไม่ทั่วถึง แต่หากสามารถสร้างพื้นฐานการให้บริการที่ดีตั้งแต่แรก จะเกิดการตลาดแบบปากต่อปาก ซึ่งเป็นการตลาดที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด หลาย ๆ ธุรกิจอาจไม่มีความแตกต่างในด้านผลิตภัณฑ์เลย แต่วัดผลแพ้ชนะกันด้วยการบริการที่ดีกว่า ซึ่งข้อดีก็คือ หากคุณมั่นใจในการให้บริการที่ดีกว่า คุณก็สามารถขายสินค้าได้ในราคาที่สูงกว่าด้วย
นี่คือชุดคำถาม ที่จำเป็นที่จะต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ ก่อนการเริ่มต้นทำธุรกิจ Ecommerce ซึ่งจะช่วยให้คุณมีโอกาสในการประสบความสำเร็จที่เพิ่มขึ้น และนอกจากนั้นคุณยังจะรู้สึกสนุกและตื่นเต้นไปกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์
แต่หากต้องการเกาะกระแสช้อปปิ้งออนไลน์ที่ต้องการให้ผู้คนทั่วโลกกว่า 200 ล้านคน สามารถเข้าถึงช่องทางการขายสินค้าออนไลน์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 10 ข้อควรทำ ก่อนเริ่มทำธุรกิจออนไลน์ และ เว็บไซต์ e-Commerce ได้ ที่นี่
แหล่งข้อมูล :
• 4 Check List โมเดลธุรกิจคุณเหมาะกับ E-commerce อย่างไร
• 10 ข้อควรทำ ก่อนเริ่มทำธุรกิจออนไลน์ และ เว็บไซต์ e-Commerce
• ข้อมูลบนโลกออนไลน์ที่เผยแพร่แก่สาธารณะ
องค์ความรู้เพื่อการให้บริการแก่ SMEs จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น
สำหรับหน่วยให้บริการ SMEs ภายใต้โครงการศูนย์ให้บริการ SME ครบวงจร
จัดทำ ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2560

โมเดลธุรกิจ (Business Model) สำหรับสตาร์ทอัพ
25 | โมเดลธุรกิจ (Business Model) สำหรับสตาร์ทอัพ

4 ตัวอย่างโมเดลธุรกิจสุดใช่ ที่อาจทำเงินให้สตาร์อัพ นับล้าน! โดย methawee thatsanasateankit เขียนไว้มีเรื่องราวที่น่าสนใจสำหรับสตาร์ทอัพที่กำลังมองหาโมเดลธุรกิจ
ขั้นแรกเริ่มของสตาร์ทอัพนั้นเริ่มจากการค้นหาไอเดียที่แก้ปัญหาเดิมๆ ด้วยวิธีสดใหม่ไม่ซ้ำใคร ขั้นตอนระดมสมองค้นหาไอเดียจึงหนักหน่วง ต้องเค้นความสร้างสรรค์ออกมาทำงานอย่างไร้ขีดจำกัด แต่ต้องยอมรับความจริงว่าความท้าทายไม่สิ้นสุดเพียงแค่นั้น ไอเดียสตาร์ทอัพสุดคูลที่อายุสั้น เจ๊งภายในหนึ่งปีมีตัวอย่างให้เห็นนับไม่ถ้วน เพราะไอเดียดีที่ขาดโมเดลหาเงินอันชาญฉลาดนั้นเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่นับถอยหลังเพื่อรอคอยเวลาดับสูญจากวงการสตาร์ทอัพ
ดังนั้นหากใครมีไอเดียโดนอยู่ในกำมืออย่าลืมค้นหา Business Model ที่ใช่เพื่อผลกำไรที่ชอบด้วยนะคะ สำหรับใครที่คิดไม่ออก ลองดูตัวอย่าง Business Model ที่สตาร์ทอัพชื่อดังใช้กันดีกว่าคะ เผื่อเป็นแนวทางจุดประกายไอเดีย
1. Auction (การประมูล) โมเดลแบบนี้จะให้ลูกค้าเป็นคนกำหนดราคาที่พร้อมจะจ่ายเอง ซึ่งเจ้าของสินค้าหรือบริการจะตั้งราคาขั้นต่ำไว้ ข้อดีคือ ลูกค้าจะรู้สึกว่าดีเพราะตัวเองได้เป็นผู้กำหนดราคา แต่ข้อระวังของโมเดลแบบการประมูลนั้นต้องมั่นใจว่าราคาถูกกว่าราคาทั่วไปตามท้องตลาด
กลุ่มลูกค้า : ลูกค้าของโมเดลธุรกิจรูปแบบนี้จะเป็นลูกค้าที่ซื้อโดยพิจารณาจากราคาเป็นตัวตั้ง ยิ่งถูกยิ่งรู้สึกดี ยิ่งถูกยิ่งอยากซื้อในปริมาณเยอะหรือซื้อโดยไม่ตัดสินใจให้ถี่ถ้วน
ตัวอย่าง : สตาร์ทอัพอย่าง priceline เองก็เลือกใช้โมเดลรูปแบบการประมูลโดยให้ลูกค้ากำหนดราคาตั๋ว ราคาโรงแรม หรือ ราคาเช่าเอง ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าถ้าขายถูกแบบนี้ต้องไม่รอดแน่ๆ ขอบอกเลยว่า priceline ทำกำไรเพิ่ม 50 เปอร์เซนต์แถมราคามูลค่าหุ้นก็พุ่งขึ้น 46 เปอร์เซนต์ เลยทีเดียว
2. Freemium ธรรมดาของคนชอบของฟรี เห็นของฟรีไม่ได้ต้องของลองใช้สักหน่อย เพราะเหตุนี้การออกสินค้าหรือบริการบางประเภทจึงต้องยอมให้ลูกค้าได้ทดลองใช้ฟรีก่อน และเมื่อลูกค้าชื่นชอบหรือติดตลาดแล้ว ค่อยเสนอทางเลือกพิเศษให้ลูกค้า ซึ่งจุดนี้แหละที่เก็บเงินได้
กลุ่มลูกค้า : กลุ่มที่ชอบทดลอง ชอบความแปลกใหม่ ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง เป็นคนตามเทรนด์
ตัวอย่าง : Application หาคู่อย่าง Tinder เองก็เปิดให้คนที่อยากหาคู่แต่ไม่มีเวลาลากนิ้วเลือกคู่ที่ตัวเองสนใจผ่านหน้าจอมือถือแบบฟรีๆ แต่ถ้าผู้ใช้คนไหนอยากใช้ฟังชั้นพิเศษไม่ว่าจะเปลี่ยนการลากนิ้วกลับ การปิดโฆษณา หรือ การปรับเปลี่ยนตำแหน่งที่ตั้ง ก็เลือกใช้ Tinder plus ได้ในราคา 324 บาทต่อเดือน
3. Subscription (ระบบสมาชิก) ระบบสมาชิกจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและสตาร์ทอัพให้แน่นเฟ้นไปอีกขั้นหนึ่ง และด้วยความสัมพันธ์ที่แน่นเฟ้นขึ้น สตาร์ทอัพจึงต้องเสนอสิทธิพิเศษเพื่อจูงใจให้ลูกค้าอยากสมัครสมาชิกเพื่อใช้บริการ สำหรับข้อดีของโมเดลนี้คือสตาร์ทอัพจะได้เงินจากลูกค้าล่วงหน้าและสามารถวางแผนเพื่อควบคุมต้นทุนการผลิตหรือต้นทุนการให้บริการได้ง่าย
กลุ่มลูกค้า : ระบบสมาชิกเหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่ใช้สินค้าหรือบริการนั้นเป็นประจำ
ตัวอย่าง : Dollar shave club เกิดจากแนวความคิดที่ว่าคุณผู้ชายทุกท่านต้องมีมีดโกนหนวดประจำห้องน้ำกันทุกคนและเมื่อมีดโกนเริ่มไม่คมกริบก็ต้องเปลี่ยน Dollar shave club จึงเสนอตัวเป็นทางเลือกให้คุณผู้ชายสมัครสมาชิกและจัดส่งมีดโกนให้เป็นรายเดือนถึงบ้าน โดยประโยชน์ที่ได้รับก็แสนจะจูงใจ ซื้อมีดโกนหนวดแถมฟรีโฟมอีก 10 ชนิด ปัจจุบันสตาร์ทอัพรายได้เติบโตและทำกำไร 60 ล้านดอลล่าร์กันเลยเชียว
4. Bundled Pricing (ระบบขายยกเข่ง) จินตนาการง่ายๆ เลยว่า เรากำลังเดินตลาดและอยากซื้อผลไม้สัก 3 ชนิด ถ้าเราผลไม้ 3 ชนิดจากแม่ค้าคนเดียวจะต่อรองราคาก็ดูเหมือนแม่ค้ายินดีจะลดให้ การขายแบบยกเข่งก็เช่นเดียวกัน เป็นระบบที่สตาร์อัพอย่างขายพ่วงสินค้าหรือบริการทุกชนิดที่ตัวเองมีให้ลูกค้าโดยจัดเป็นแพคเกจพร้อมกับนำเสนอในราคาที่ดึงดูดใจ
กลุ่มลูกค้า : กรณีนี้ลูกค้าต้องมีความเชื่อมันในสินค้าหรือบริการของเราระดับหนึ่งจึงจะกล้าซื้อแพคเกจรวมหลากหลายสินค้าและบริการจากสตาร์อัพของเรา
ตัวอย่าง : Choozle เป็นบริษัทดิจิตอลเอเจนซี่ที่ขายแพคเกจการตลาดดิจิตอลแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่ขายโปรแกรมวิเคราะห์ลูกค้า เครื่องมือซื้อโฆษณา เครื่องมือสร้างแคมเปญการตลาด ช่องทางการอัพเดทลงโซเชียลมีเดียต่างๆ เรียกได้ว่า นักการตลาดซื้อเพคเกจเดียวอยู่หมัด
การค้นหา Business Model ที่ใช่ต้องพิจารณาจากความถนัดของทีมสตาร์ทอัพควบคู่กับความเป็นไปได้ในทางตลาด เพราะแต่ละโมเดลก็มีจุดอ่อนจุดแข็งแตกต่างกันและมีกลุ่มลูกค้าแตกต่างกัน การเลือก Business Model จึงเหมือนกับการเลือกคู่ ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวแต่ถ้าเลือกคนที่ใช่ก็จะอยู่คู่กันยาวนาน
นอกจากนี้สตาร์ทอัพที่สนใจตัวอย่าง Business Model ที่เป็นที่นิยม ลองอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ “5 Business Model ที่ต้องรู้ก่อนทำ Startup” ได้ที่นี่

แหล่งข้อมูล :
5 Business Model ที่ต้องรู้ก่อนทำ Startup
#Entrepreneur : 4 ตัวอย่างโมเดลธุรกิจสุดใช่ ที่อาจทำเงินให้สตาร์อัพ นับล้าน!
ข้อมูลบนโลกออนไลน์ที่เผยแพร่แก่สาธารณะ

องค์ความรู้เพื่อการให้บริการแก่ SMEs จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น
สำหรับหน่วยให้บริการ SMEs ภายใต้โครงการศูนย์ให้บริการ SME ครบวงจร
จัดทำ ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2560
เริ่มต้นธุรกิจใหม่ ต้องรู้ เตรียมตัวอย่างไร
เริ่มต้นธุรกิจใหม่ ต้องรู้ เตรียมตัวอย่างไร
19 พฤศจิกายน 2561

63 | เริ่มต้นธุรกิจใหม่ ต้องรู้ เตรียมตัวอย่างไร

ธุรกิจ SME ดูเหมือนเป็นเรื่องยากสำหรับผู้เริ่มต้น คนเหล่านี้มักมีคำถามเกิดขึ้นมากมายว่าควรเริ่มต้นจากจุดไหนก่อน แล้วทำอย่างไรต่อไปจึงจะประสบความสำเร็จ แนวทางการเริ่มต้นธุรกิจ เราควรเริ่มจากการหาข้อมูลใน 3 ด้านใหญ่ๆ คือ กำลังของตนเอง ตลาดลูกค้า และคู่แข่ง จากนั้นจึงไปสู่การจัดตั้งองค์กร ซึ่งในแต่ละด้านมีรายละเอียดปลีกย่อย ดังนี้
วัดกำลังตนเอง
1. การรู้จักตน โดยประเมินว่าตนเองมีคุณสมบัติที่จะทำธุรกิจนั้นๆ หรือไม่ เช่น มีความรู้ ความสามารถ มีความอดทน ขยัน ซื่อสัตย์ ยอมรับความเสี่ยงในด้านต่างๆ ดังเช่น
กล้านำเงินออมที่เก็บทั้งชีวิตมาลงทุน เป็นต้น และที่สำคัญ คือ ต้องหนักแน่น จริงจัง และกล้าตัดสินใจ
2. เลือกประเภทธุรกิจที่เหมาะสมกับตนเอง โดยดูจากความชอบ ความถนัด ความสนใจของตนเองเป็นหลัก เพราะงานที่ตนรัก จะทำให้ผู้ประกอบการอยากแสวงหาความรู้ใหม่ๆ ทางธุรกิจ
3. สำรวจฐานะทางการเงิน ว่าตนเองมีเพียงพอหรือไม่ การเงินควรจัดแบ่งออกเป็นส่วนๆ เช่น แบ่งไว้สำหรับใช้จ่ายในครอบครัว แบ่งเป็นเงินฝากไว้กับธนาคารเพื่อใช้ในยามจำเป็น และแบ่งไว้สำหรับการออมเพื่อการลงทุน อาจเป็นการลงทุนระยะสั้น และระยะยาว
เช่น การซื้อพันธบัตรรัฐบาล เมื่อจัดแบ่งเป็นส่วนต่างๆ แล้ว เราจะเห็นว่าตนเองมีเงินเพียงพอเพื่อทำธุรกิจหรือไม่ หรือต้องหาจากแหล่งเงินกู้อื่นๆ
4. มีทำเลที่ตั้ง ถ้าผู้เริ่มต้นธุรกิจมีสถานที่เป็นของตนเอง และอยู่ในทำเลที่ดีก็ไม่มีปัญหา แต่หากผู้เริ่มต้นยังไม่มี ควรมองหาทำเลที่เหมาะสมกับธุรกิจ เช่น ย่านศูนย์การค้า ชุมชน อยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ เป็นต้น และเรายังต้องคำนึงต่อด้วยว่า ทำเลควรใช้วิธีซื้อ หรือเช่าดี โดยดูที่เงินทุนว่ามีเพียงพอหรือไม่ หากเรามีเงินน้อย ก็ควรใช้วิธีเช่าจะดีกว่า ทั้งนี้ ผู้เริ่มต้นธุรกิจควรดูถึงรายละเอียดของสัญญา ว่าคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ เพียงไร
สอดส่องตลาดลูกค้า-คู่แข่ง
1. รู้ข้อมูลของลูกค้า ผู้เริ่มต้นธุรกิจควรสำรวจความต้องการสินค้าหรือบริการ ว่ามีมากน้อยเพียงใด เหมาะกับลูกค้ากลุ่มใด วัยใด ชายหรือหญิง เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับการผลิตต่อไป
2. รู้ข้อมูลของคู่แข่ง ธุรกิจในปัจจุบันมีมากมาย เราจำเป็นต้องทราบว่า คู่แข่งของเราเป็นอย่างไรจุดเด่น จุดด้อยของเขาอยู่ตรงไหน แต่การรู้มูลของคู่แข่งไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต่างฝ่ายต่างปิดบังข้อมูลเหล่านี้
การจัดตั้งธุรกิจ
เมื่อเราประเมินตนเองและประเมินตลาดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการจัดตั้งธุรกิจ วิธีจัดตั้งธุรกิจแบ่งเป็นส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ ดังนี้
1. การตั้งวัตถุประสงค์และเป้าหมายของธุรกิจ ต้องมีความชัดเจน ว่าธุรกิจทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ผลที่คาดว่าจะได้รับ โดยผู้เริ่มต้นธุรกิจต้องคำนึงว่า เมื่อตั้งขึ้นมาแล้วจะสามารถทำตามได้หรือไม่
2. รูปแบบขององค์กร รูปแบบขององค์กรมีหลายลักษณะคือ เป็นเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท ความรับผิดชอบของทั้ง 3 ลักษณะจะต่างกันไป คือ เจ้าของคนเดียว จะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวในทุกเรื่อง ห้างหุ้นส่วนคือมีหุ้นส่วนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ความรับผิดชอบของแต่ละคนมากน้อยต่างกันไป ตามอัตราส่วนที่ตกลงกันไว้ ส่วนผู้ที่ลงทุนด้วยรูปแบบบริษัท ก็ต้องมีสมาชิกก่อตั้งจำนวน 7 คนขึ้นไป และผลตอบแทนที่ได้จะอยู่ในรูปของเงินปันผล
3. การหาแหล่งเงินทุน ปกติเงินทุนมาจาก 2 แหล่งใหญ่ๆ คือ เงินทุนที่อยู่ในมือ และเงินทุนที่มาจากการกู้ยืม สำหรับการขอกู้เงิน หากเป็นนักลงทุนรายใหม่อาจเป็นเรื่องยาก เนื่องจากไม่ได้รับความเชื่อถือ ดังนั้น การสร้างเครดิตหรือความน่าเชื่อถือให้กับตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ และสิ่งที่ยืนยันความน่าเชื่อถือของเราได้คือ ผลการดำเนินงานของกิจการที่ผ่านมา รวมถึงสถานะทางการเงิน เช่นงบการเงินต่างๆ ประมาณการกำไรที่คาดว่าจะได้รับ
4. สินค้าหรือบริการที่จะผลิต ต้องสอดคล้องกับข้อมูลความต้องการของลูกค้า และที่สำคัญ สินค้าควรมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ไม่เหมือนใคร
5. การจัดจำหน่ายสินค้า ผู้เริ่มต้นธุรกิจควรดูความเหมาะสมของตลาดว่า จะจัดจำหน่ายในลักษณะใด เช่น ขายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ผ่านพ่อค้าคนกลาง มีผู้แทนจำหน่ายหรือหลายวิธีรวมกัน เป็นต้น
6. การจัดการทางการเงิน คือ การวางแผนการใช้จ่ายเงิน ให้เงินหมุนเวียนไหลคล่องตลอด สิ่งที่ช่วยให้รู้ฐานะการเงินของเรา คือ การทำบัญชี งบการเงิน ไม่ว่าจะเป็น งบดุล งบกำไรขาดทุน ประมาณการรายรับรายจ่าย เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้เริ่มต้นธุรกิจยังต้องแบ่งส่วนเงินทุนหมุนเวียนไว้ เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในกิจการ เช่น เงินเดือนพนักงาน เงินจัดซื้อวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เงินเหล่านี้ต้องควบคุมให้พอใช้ไม่ขาดมือ เพราะถ้าผู้ประกอบการสะดุดกับภาวะการเงิน กิจการอาจหยุดชะงักลงได้
7. พนักงาน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กิจการประสบความสำเร็จหรือไม่ ถ้านายจ้างสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม พนักงานก็จะมีขวัญและกำลังใจที่ดีในการทำงาน ผลที่ตามมา กิจการจะเจริญรุดหน้า
ก้าวแรกบนถนนธุรกิจ : เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ โดยใช้เป็นแนวทางวัดและเตรียมความพร้อมของตนเองในด้านต่างๆ ก่อนลงสู่สนามแข่งขันทางการค้า[1]
สำหรับการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ “คู่มือการเริ่มต้นธุรกิจ SMEs” โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
“คู่มือเริ่มต้นธุรกิจอย่างมีทิศทาง”
7 แนวทางเริ่มต้นสตาร์ทอัพแบบงบจำกัดให้ประสบความสำเร็จ

แหล่งข้อมูล :
การเริ่มต้นธุรกิจ sme สำหรับมือใหม่
ข้อมูลบนโลกออนไลน์ที่เผยแพร่แก่สาธารณะ

องค์ความรู้เพื่อการให้บริการแก่ SMEs จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น
สำหรับหน่วยให้บริการ SMEs ภายใต้โครงการศูนย์ให้บริการ SME ครบวงจร
จัดทำ ณ วันที่ 30 สิงหาคม 2560


[1] รัชดามาศก์ สุดชิต
การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า – อย่าปล่อยให้โลโก้โดนขโมย
การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า – อย่าปล่อยให้โลโก้โดนขโมย
22 มกราคม 2562

7 | การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า – อย่าปล่อยให้โลโก้โดนขโมย

เครื่องหมายการค้า หรือสัญลักษณ์ หรือตราที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ ซึ่งเครื่องหมายที่ให้ความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2559 มี 4 ประเภท ดังนี้
เครื่องหมายการค้า – TRADE MARK คือ เครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับสินค้า เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เช่น บรีส มาม่า กระทิงแดง เป็นต้น
เครื่องหมายบริการ – SERVICE MARK คือ เครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับบริการ เพื่อแสดงว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการของบุคคลอื่น เช่น เครื่องหมายของสายการบิน ธนาคาร โรงแรม เป็นต้น
เครื่องหมายรับรอง – CERTIFICATION MARK คือ เครื่องหมายที่เจ้าของเครื่องหมายรับรองหรือจะใช้เป็นที่หมาย หรือเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของบุคคลอื่น เพื่อเป็นการรับรองคุณภาพของสินค้าหรือบริการนั้น เช่น เชลล์ชวนชิม แม่ช้อยนางรำ ฮาลาล (HALAL) เป็นต้น
เครื่องหมายร่วม - COLLECTIVE MARK คือ เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่ใช้โดยบริษัทหรือวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกัน โดยสมาขิกของสมาคม กลุ่มบุคคล หรือองค์กรอื่นใดของรัฐหรือเอกชน เช่น ตราช้างของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด เป็นต้น

บทบาทและความสำคัญของเครื่องหมายการค้าในเชิงพาณิชย์
1. เป็นสื่อกลางในการซื้อสินค้าและบริการ เครื่องหมายการค้าจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ผลิตสินค้ากับผู้บริโภคสินค้า โดยจะเป็นสัญลักษณ์แทนตัวผู้ผลิตสินค้า บอกแหล่งที่มาของสินค้า รวมทั้งเป็นสัญลักษณ์แสดงคุณภาพของสินค้าด้วย ซึ่งผู้ซื้อสินค้าจะเลือกซื้อสินค้าโดยการจดจำเครื่องหมายการค้าที่ใช้กับสินค้านั้น
2. รักษาสิทธิประโยชน์ของเจ้าของเครื่องหมายการค้า ผู้ที่ประดิษฐ์หรือสร้างเครื่องหมายการค้าขึ้นใช้ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายที่จะได้สิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้าของตน รวมทั้งสิทธิที่จะโอนหรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้เครื่องหมายการค้าของตนได้โดยจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ได้ นอกจากนั้น ยังมีสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนทางแพ่ง หรือฟ้องร้องดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำละเมิดเครื่องหมายการค้าของตน
3. คุ้มครองผู้บริโภคสินค้า เมื่อสินค้าของแต่ละเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่แตกต่างกันย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค เพราะสามารถทราบตัวผู้ผลิตและแหล่งที่มาของสินค้า รวมทั้งคุณภาพของสินค้าโดยการพิจารณาเครื่องหมายการค้าที่ใช้กับสินค้านั้นๆ ทำให้สามารถเลือกซื้อสินค้าได้อย่างถูกต้องตรงตามความต้องการ รสนิยมการบริโภค และสภาพเศรษฐกิจของแต่ละบุคคลได้โดยไม่สับสนหลงผิด
4. โฆษณาสินค้า โดยผู้บริโภคจะสามารถจดจำสินค้าต่างๆได้จากเครื่องหมายการค้าที่กำกับอยู่กับตัวสินค้านั้น การโฆษณาสินค้าจึงจำเป็นที่จะต้องให้ผู้บริโภครับรู้และจดจำเครื่องหมายการค้าได้โดยง่าย ติดหูติดตาเพื่อประโยชน์ในการแข่งขันและการขยายตลาดการค้า ดังนั้น การสร้างหรือประดิษฐ์เครื่องหมายการค้า จึงควรให้มีลักษณะที่สามารถจดจำเรียกขานได้ง่ายและมีความทันสมัยอยู่เสมอ
ขั้นตอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของประเทศไทย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ipthailand.go.th/th/trademark-005.html

เครื่องหมายการค้า รู้น้อยไป เสียหายได้
?? เครื่องหมายการค้า คือ สัญลักษณ์ของสินค้าและบริการไม่ว่าจะเป็น ชื่อ ตัวหนังสือ ตัวเลข ตรา สี ที่บ่งบอกความเป็นตัวตนหรือชื่อเสียงของสินค้าให้ผู้อื่นจดจำได้ ซึ่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีควรหันมาใส่ใจ “เครื่องหมายการค้า” ไม่ว่าคุณจะเป็นบริษัทเล็กหรือใหญ่ แบรนด์ดังหรือไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ก็ควรจดทะเบียนคุ้มครองเครื่องหมายการค้าของคุณเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ใครนำไปใช้หรือลอกเลียนแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปิด AEC รวม 10 ประเทศอาเซียนเป็นตลาดเดียว ทำให้สินค้าและบริการเคลื่อนย้ายระหว่างกันได้อย่างเสรี จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีคนลอกเลียนแบบ นำเครื่องหมายการค้าของคุณไปใช้ หรือนำไปจดทะเบียนในประเทศอื่นก่อนเจ้าของตัวจริง
สิ่งที่เอสเอ็มอีหลายคนยังไม่รู้ก็คือ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะคุ้มครองได้แค่ในประเทศที่เครื่องหมายการค้านั้นถูกจดทะเบียนไว้ นั่นก็แปลว่าการจดทะเบียนเอาไว้เพียงประเทศเดียว ไม่ได้คุ้มครองไปทั่วโลก เช่น จดทะเบียนในประเทศไทยก็จะได้รับความคุ้มครองแค่ในประเทศไทยเท่านั้น ทีนี้มาดูกันว่าหากเครื่องหมายการค้าของเราถูกคนอื่นเอาไปใช้จะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง
1. เสียรายได้ เพราะผู้บริโภคซื้อของปลอม หรือสินค้าลอกเลียนแบบ อาจจะด้วยความตั้งใจที่เห็นว่าราคาถูกกว่า หรือไม่ตั้งใจ เพราะไม่รู้จักแบรนด์นั้น แต่ก็ทำให้เจ้าของตัวจริงอย่างเราสูญเสียรายได้ที่สมควรจะได้รับอย่างช่วยไม่ได้
2. เสียชื่อเสียง สินค้าไทยนั้นขึ้นชื่อว่ามีคุณภาพดีจนหลายประเทศให้การยอมรับ แต่หากถูกนำไปลอกเลียนแบบก็อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่ามักไม่ได้มาตรฐาน จึงอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจคุณภาพหรือบริการผิดไป คิดว่าสินค้าแบรนด์นั้นคุณภาพไม่ดีหรือด้อยลง ก็จะพูดถึงในแง่ลบ ทำให้สินค้าตัวจริงเสียภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค
3. เสียโอกาส เนื่องจากภาพลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเข้าไปขายในตลาดใหม่ทั้งในและนอกกลุ่มอาเซียน ซึ่งหากมีคนทำของปลอมลอกเลียนแบบและใช้เครื่องหมายการค้าของเรา โดยมีคุณภาพสินค้าที่แย่ จะทำให้ผู้บริโภคไม่เชื่อมั่นในคุณภาพ จนเสียโอกาสเข้าไปขายในตลาดต่างประเทศ
4. เสียเวลา หากเครื่องหมายการค้าของเราถูกคนอื่นตัดหน้านำไปจดทะเบียนก่อน ทำให้ต้องเสียเงินและเวลาไปขึ้นโรงขึ้นศาล ฟ้องร้องว่าใครกันแน่คือเจ้าของที่แท้จริง บ่อยครั้งที่เจ้าของตัวจริงตัดปัญหายอมเสียเงินซื้อเครื่องหมายการค้าที่ถูกคนอื่นขโมยเอาไปจดทะเบียนกลับคืนมา
5. เสียเครื่องหมายการค้า ถ้าหากเครื่องหมายการค้าของเราถูกคนอื่นจดทะเบียนไปแล้ว และไม่สามารถทำอะไรได้ ก็ต้องยอมตัดใจ หันมาปรับตัว และเรียนรู้เป็นบทเรียนราคาแพงให้ตัวเอง
อย่างเช่น เจ้าของธุรกิจออกแบบและผลิตอะไหล่รถจักรยานยนต์รายหนึ่ง ที่แรกเริ่มไม่ได้คิดจะส่งสินค้าออกไปขายยังต่างประเทศ จึงจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทยเท่านั้น แต่สินค้ากลับขายดิบขายดีจนมีชาวต่างชาติมาสั่งซื้อไปขายในเวียดนามและอินโดนีเซียอยู่หลายปี กระทั่งวันหนึ่งเจ้าของธุรกิจท่านนี้มองเห็นโอกาสจึงต้องการเข้าไปบุกตลาด 2 ประเทศนี้ด้วยตัวเอง ถึงได้รับรู้ความจริงว่า เครื่องหมายการค้าของตัวเองที่สร้างมากับมือนั้น ถูกคู่ค้าของธุรกิจนำไปจดทะเบียนใน 2 ประเทศนี้เรียบร้อยแล้ว จากเจ้าของสินค้าตัวจริงก็กลายเป็นสินค้าลอกเลียนแบบทันทีโดยไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาจึงทำได้เพียงปรับตัวมาเป็นผู้รับจ้างผลิตสินค้า (OEM) ส่งให้แบรนด์ที่กลายเป็นของคนอื่น แต่จากบทเรียนนี้ทำให้เขาต้องสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมา และเมื่อต้องเปิดตลาดในต่างประเทศอีกครั้ง สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศนั้น
แน่นอนว่ากว่าที่เครื่องหมายการค้าของธุรกิจ จะสร้างมาจนกลายเป็นที่รู้จักนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และในโลกความเป็นจริงก็มีคนที่ทำธุรกิจแบบฉวยโอกาสลักษณะนี้อยู่ทั่วโลก ดังนั้นสิ่งที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องทำก่อนจะส่งสินค้าไปขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะบุกตลาดส่งไปขายเองหรือผ่านตัวแทนจำหน่าย ก็คือนำเครื่องหมายการค้าของคุณไปจดทะเบียนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และจดทะเบียนในประเทศคู่ค้านั้นเอาไว้ด้วย นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้ว มีอายุความคุ้มครองจำกัด เมื่อถึงเวลาครบกำหนดเจ้าของธุรกิจต้องไม่ลืมไปต่ออายุความคุ้มครองด้วย
แหล่งข้อมูล :
เครื่องหมายการค้า
บทบาทและความสำคัญของเครื่องหมายการค้าในเชิงพาณิชย์
เครื่องหมายการค้ารู้น้อยไปเสียหายได้
ข้อมูลบนโลกออนไลน์ที่เผยแพร่แก่สาธารณะ

องค์ความรู้เพื่อการให้บริการแก่ SMEs จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น
สำหรับหน่วยให้บริการ SMEs ภายใต้โครงการศูนย์ให้บริการ SME ครบวงจร
จัดทำ ณ วันที่ 29 สิงหาคม 2560
การสนับสนุน SMEs โดยใช้ Crowd funding
การสนับสนุน SMEs โดยใช้ Crowd funding
23 มกราคม 2562

24 | การสนับสนุน SMEs โดยใช้ Crowd funding

ก.ล.ต.หนุน SMEs ใช้ Crowdfunding เพิ่มทางเลือกในการระดมทุน โดยกำหนดมูลค่าที่จะระดมทุนจากผู้ลงทุนรายย่อยได้รวมไม่เกินบริษัทละ 40 ล้านบาท โดยในปีแรกต้องไม่เกิน 20 ล้านบาท ซึ่งจะต้องเสนอขายหุ้นผ่าน funding portal ที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต.เท่านั้น
คุณปะราลี สุคนธมาน ผู้ช่วยเลขาธิการ สายธุรกิจตัวกลางและตลาดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต.เตรียมปรับหลักเกณฑ์การลงทุนใน Crowdfunding เพื่อสนับสนุนการลงทุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างสะดวกรวดเร็วด้วยต้นทุนที่ตํ่า
โดยทาง ก.ล.ต.จะมีการปรับหลักเกณฑ์สำหรับการลงทุนใน Crowdfunding ให้ยืดหยุ่นขึ้น หลังจากหลักเกณฑ์เดิมสำหรับการลงทุนมีความเข้มงวดมากเกินไป ส่งผลให้การลงทุนใน Crowdfunding เกิดขึ้นได้ยาก ทั้งนี้ คาดว่าหลักเกณฑ์ใหม่จะแล้วเสร็จ และสามารถนำมาใช้ได้ในช่วงเดือน ก.พ.59
ทั้งนี้ Equity Crowdfunding เป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยให้ SMEs หรือ business startup (issuer) สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ด้วยการให้หุ้นของบริษัทเป็นสิ่งตอบแทนแก่มวลชน (the crowd) ที่ลงทุนกันคนละเล็กละน้อยผ่านเว็บไซต์ตัวกลาง (funding portal)
โดยมีมูลค่าการระดมทุน (issue size) ที่ไม่สูงมาก ดังนั้น Equity Crowdfunding จึงเหมาะต่อการระดมทุนของบริษัทที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นที่ไม่ต้องการทุนมากนัก โดยการที่ Equity Crowdfunding ให้หุ้นที่ออกใหม่ของบริษัทเป็นสิ่งตอบแทนแก่ผู้ลงทุน จึงถือเป็นการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนรูปแบบหนึ่งที่จะต้องได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต.
อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก SMEs ส่วนใหญ่แม้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่ปัจจุบันอาจมีปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ไม่มีหลักประกันที่เอามาใช้ในการกู้ยืม ดังนั้น ก.ล.ต.จึงได้มีนโยบายสนับสนุนให้ SMEs มีช่องทางเลือกในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากตลาดทุนเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน การกำกับดูแลจะต้องไม่สร้างภาระ และต้นทุนที่สูงจนเกินไปจนเป็นอุปสรรคต่อการระดมทุนของ SMEs ในขณะเดียวกัน ผู้ลงทุนยังต้องได้รับความคุ้มครองในระดับที่เหมาะสม
ทั้งนี้ สำนักงาน ก.ล.ต.จึงใช้แนวทางกำกับดูแลแบบผ่อนคลายสำหรับการเสนอขายหุ้นแบบ Equity Crowdfunding กล่าวคือ ในด้านบริษัทที่เสนอขายหุ้นบริษัทที่ต้องการระดมทุน (ซึ่งเป็นได้ทั้งบริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัด) จะต้องเสนอขายหุ้นผ่าน funding portal ที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต.เท่านั้น จึงจะถือว่าการเสนอขายหุ้นได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต.
โดยบริษัทมีหน้าที่ และรับผิดชอบเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับตัวบริษัท และการนำเงินไปใช้ในโครงการโดยที่ ก.ล.ต.จะไม่ได้เข้าไปกลั่นกรองคุณสมบัติของบริษัทที่เสนอขายหุ้น ดังนั้น funding portal จึงมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่คัดสรรบริษัทที่น่าเชื่อถือมาเสนอขายหุ้นจัดให้มีช่องทางรองรับการเปิดเผยข้อมูลของบริษัท การจองซื้อหุ้น และการสื่อสารระหว่างบริษัท และผู้ลงทุนรวมทั้งการให้ความรู้แก่สมาชิกที่เข้ามาลงทุน
สำหรับในด้านผู้ลงทุนนั้น เนื่องจากธุรกิจที่เข้ามาระดมทุนด้วยวิธี Equity Crowdfunding เป็นธุรกิจที่อยู่ในช่วงเริ่มต้น จึงยังมีความเสี่ยงสูงต่อความอยู่รอดของธุรกิจ และหากเป็น startup โอกาสที่จะประสบความสำเร็จภายใต้โครงการอาจจะไม่มากนัก (ในต่างประเทศมีความสำเร็จเฉลี่ยเพียง 20-30%) ในขณะที่อาจสามารถสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ลงทุนได้สูงมากจนคุ้มต่อส่วนที่สูญเสียไป
ดังนั้น ผู้ที่ต้องการลงทุนผ่านช่องทางนี้จึงต้องเข้าใจถึงความเสี่ยง และดูแลตนเองมากขึ้น โดย ก.ล.ต.ได้ออกเกณฑ์มาเพื่อจำกัดระดับความเสี่ยง หรือความเสียหายในการลงทุนไว้ในระดับหนึ่ง ทั้งในรูปของวงเงินการลงทุน (investment limit) สำหรับนักลงทุนรายย่อย และวงเงินการระดมทุน (issue size) สำหรับผู้ระดมทุน
แม้ว่า ก.ล.ต.จะมีกฎเกณฑ์ที่ช่วยจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้ลงทุนรายย่อยไว้ก็ตาม แต่ผู้ลงทุนจะต้องศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจต่อความเสี่ยงของธุรกิจ และการลงทุนแบบ Equity Crowdfunding ด้วย เช่น ความเสี่ยงที่อาจจะสูญเงินจากการลงทุนทั้งจำนวน บริษัทอาจจะจ่าย หรือไม่จ่ายเงินปันผลก็ได้ หุ้นที่ซื้อไม่มีตลาดรอง เป็นต้น
ทั้งนี้ เพื่อเป็นเครื่องมือให้นักลงทุนรายย่อยได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงที่กล่าว ก.ล.ต.จึงได้กำหนดให้ funding portal จะต้องจัดทำการทดสอบความรู้ด้านการลงทุน (Knowledge Test) เพื่อให้แน่ใจว่า ผู้ลงทุนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยง รวมทั้งเตือนให้ผู้ลงทุนให้ระมัดระวังก่อนตัดสินใจลงทุนอีกทางหนึ่งด้วย
โดยปัจจุบัน แม้ว่า ก.ล.ต.ได้ออกกฎเกณฑ์รองรับ Equity Crowdfunding แล้วก็ตาม แต่ความสำเร็จของ Equity Crowdfunding จะต้องเกิดขึ้นจากความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่
(1) Funding Portal ซึ่งจะทำหน้าที่คัดสรรบริษัทที่น่าเชื่อถือมาระดมทุน (ทั้งในด้านของการทำธุรกิจ และการเปิดเผยข้อมูลที่เพียงพอต่อการตัดสินใจลงทุน) จัดให้มี platform การเปิดเผยข้อมูล และจองซื้อหุ้นที่เชื่อถือได้ รวมถึงจัดให้มีช่องทางให้ผู้ระดมทุนกับผู้ลงทุนได้สื่อสารกัน
(2) Issuer ที่มีความตั้งใจจริงที่จะนำเงินที่ได้รับจากการระดมทุนไปดำเนินงานตามแผนธุรกิจที่ได้นำเสนอไว้ และสื่อสารเป็นระยะเพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถติดตามความคืบหน้าของบริษัท
(3) Investor ที่มีความรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงในการลงทุนผ่าน Equity Crowdfunding รวมทั้งรับผิดชอบในการประเมินตัวเองว่า ยอมรับความเสี่ยงเหล่านั้นได้หรือไม่ก่อนที่จะลงทุน
อนึ่ง การลงทุนใน Crowdfunding จำกัดเฉพาะกรณีนักลงทุนรายย่อย โดยกำหนดวงเงินให้ลงทุนได้ไม่เกินรายละ 50,000 บาทต่อบริษัท และรวมแล้วไม่เกินปีละ 500,000 บาท ทั้งนี้ ในกรณีที่มีการระดมทุนจากผู้ลงทุนที่มีความรู้ และประสบการณด้านการลงทุนอยู่แล้ว (non-retail investors) เช่น ผู้ลงทุนสถาบัน Venture capital ผู้ลงทุนที่มีลักษณะเฉพาะ เป็นต้น จะไม่มีข้อจำกัดในด้านวงเงินการลงทุน
สำหรับการจำกัดวงเงินเฉพาะการระดมทุนจากนักลงทุนรายย่อย โดยกำหนดมูลค่าที่บริษัทจะระดมทุนจากผู้ลงทุนรายย่อยได้รวมไม่เกินบริษัทละ 40 ล้านบาท โดยในปีแรกต้องไม่เกิน 20 ล้านบาท ทั้งนี้ ในกรณีที่มีการระดมทุนจากผู้ลงทุนที่มีความรู้ และประสบการณ์ด้านการลงทุนอยู่แล้ว (non-retail investors) จะไม่มีข้อจำกัดในด้านวงเงินการระดมทุน


ก.ล.ต. ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าส่งเสริมภาคธุรกิจ ระดมทุนผ่าน Crowdfunding
ก.ล.ต. และกรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก และธุรกิจเกิดใหม่ใช้ Crowdfunding เป็นเครื่องมือในการระดมทุน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน สะดวกรวดเร็ว ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า สร้างความเข้มแข็งแก่ธุรกิจ พร้อมรับ AEC และการเชื่อมโยงในระดับสากล
นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) คิดเป็นร้อยละ 95 ของธุรกิจทั้งหมด และมีการจ้างงานกว่าร้อยละ 50 ของธุรกิจทั้งหมด SMEs จึงมีความสำคัญต่อการสร้างงาน สร้างรายได้ และเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศÝ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ จึงต้องส่งเสริมให้ SMEs และธุรกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจบนฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้าถึงแหล่งทุน สะดวกรวดเร็ว ด้วยต้นทุนที่ต่ำ เพื่อให้ธุรกิจเหล่านี้เติบโตเข้มแข็งต่อไป
Crowdfunding เป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้ให้ธุรกิจเหล่านี้เข้าถึงแหล่งทุน โดยผ่านการระดมทุนจากคนจำนวนมาก แต่ละคนลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อย ผ่านตัวกลางบนระบบอินเทอร์เน็ต ที่เรียกว่า funding portal ในปี 2557 ทั่วโลกมีการระดมทุนด้วยวิธีนี้รวมมูลค่าสูงถึงประมาณ 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ก.ล.ต. จะกำกับดูแลการระดมทุนผ่าน Crowdfunding ในลักษณะของการออกเสนอขายหุ้นแก่ประชาชน (equity-based) ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการกำกับตลาดทุนได้มีมติเห็นชอบหลักการกำกับดูแล equity-based crowdfunding แล้ว โดยมีหลักการสำคัญ อาทิ ผู้ระดมทุนเป็นบริษัทมหาชนจำกัด หรือเป็นบริษัทจำกัด เสนอขายหุ้นผ่าน funding portal ที่ ก.ล.ต ให้ความเห็นชอบ และมีการเปิดเผยข้อมูลตามที่ funding portal พิจารณา โดย funding portal เป็นผู้คัดกรองและเผยแพร่ข้อมูลของกิจการที่ต้องการระดมทุนและดูแลเงินค่าจองซื้อหุ้น ในขณะที่ผู้สนใจลงทุนจะต้องสมัครเป็นสมาชิกของ funding portal ซึ่งจะเข้าดูข้อมูลการเสนอขายหุ้นได้ รวมทั้งต้องทำแบบทดสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงให้ผ่านก่อนจึงจะลงทุนได้ โดยเปิดให้ผู้ลงทุนรายบุคคลซื้อหุ้นได้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อ 1 บริษัท และไม่เกิน 500,000 บาทในรอบ 12 เดือน รวมทั้งสามารถยกเลิกการจองซื้อได้ตลอดระยะเวลา ยกเว้นช่วงระยะเวลาเสนอขายเหลือน้อยกว่า 48 ชั่วโมง
นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า "กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจของไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ ปัจจุบันมีนิติบุคคลที่จดทะเบียนและคงอยู่จำนวน 600,000 ราย ซึ่งธุรกิจที่จะระดมทุน Crowdfunding จะต้องมีตัวตนชัดเจน จดทะเบียนถูกต้อง มีระบบการบริหารจัดการที่ดี จัดทำข้อมูลทางการเงินถูกต้อง และสามารตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือทำให้ผู้ลงทุนมองเห็นโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนและคืนทุนกรมพัฒนาธุรกิจการค้ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ดำเนินการร่วมกับ ก.ล.ต. ในการส่งเสริมพัฒนาธุรกิจไทยให้มี ขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตพร้อมก้าวสู่เวทีการค้าในทุกระดับ”

* ที่มา: บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (วันที่ 2 เม.ย. 2558)
http://www.dbd.go.th/ewt_news.php%3Fnid%3D11559%26filename%3Dindex+&cd=7&hl=th&ct=clnk&gl=th


แหล่งข้อมูล :
การสนับสนุน SMEs โดยใช้ Crowd funding
ก.ล.ต.เดินหน้าหนุน SMEs ใช้ Crowdfunding เพิ่มทางเลือกในการระดมทุน
ข้อมูลบนโลกออนไลน์ที่เผยแพร่แก่สาธารณะ

องค์ความรู้เพื่อการให้บริการแก่ SMEs จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น
สำหรับหน่วยให้บริการ SMEs ภายใต้โครงการศูนย์ให้บริการ SME ครบวงจร
จัดทำ ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2560
แนวคิดนวัตกรรมธุรกิจเกษตรอินทรีย์
แนวคิดนวัตกรรมธุรกิจเกษตรอินทรีย์
27 มกราคม 2562

60 | แนวคิดนวัตกรรมธุรกิจเกษตรอินทรีย์

เกษตรอินทรีย์[1] ตามนิยามของสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movements: IFOAM) ได้ให้ความหมายไว้ว่า เกษตรอินทรีย์เป็นระบบการผลิตที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของสุขภาพดิน ระบบนิเวศและผู้คน โดยพึ่งพาอาศัยกระบวนการทางนิเวศวิทยา ความหลากหลายทางชีวภาพ และวงจรธรรมชาติ ที่มีลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ แทนที่จะใช้ปัจจัยการผลิตที่มีผลกระทบทางลบ ทั้งนี้ เกษตรอินทรีย์เป็นระบบที่ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น นวัตกรรม และองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และส่งเสริมความสัมพันธ์ที่เป็นธรรม ตลอดจน คุณภาพชีวิตที่ดีของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
หลักการของเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญจะตั้งอยู่บนพื้นฐานใน 4 มิติ ได้แก่ มิติด้านสุขภาพ (health) มิติด้านนิเวศวิทยา (ecology) มิติด้านความเป็นธรรม (fairness) และมิติด้านการดูแลเอาใจใส่ (care)
มูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์
แนวโน้มของธุรกิจผลิตภัณฑ์อินทรีย์ทั่วโลกอยู่ในเกณฑ์เติบโตอย่างต่อเนื่อง มีมูลค่าตลาดประมาณ 59,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยตลาดในสหรัฐอเมริกามีมูลค่า 28,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ตลาดในสหภาพยุโรปมีมูลค่ารวมประมาณ 26,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนมูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยมีประมาณ 3,000 ล้านบาท ซึ่งความต้องการดังกล่าวนับว่าเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรอินทรีย์ไทยในการผลิตผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเกษตรอินทรีย์สำหรับจำหน่ายในประเทศและส่งออกสู่ตลาดโลก
สำหรับพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั่วโลกในปัจจุบันนั้นมีประมาณ 230 ล้านไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในทวีปโอเชียเนีย อเมริกาใต้ และยุโรป โดยประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์จำนวน 213,000 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่ทำการเพาะปลูกข้าว อ้อย ปาล์ม ผัก ผลไม้ ชา สมุนไพร และกาแฟ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ทำการปศุสัตว์อินทรีย์ และการเพาะเลี้ยงกุ้งอินทรีย์จำนวนเล็กน้อย
“นวัตกรรม” กับ “เกษตรอินทรีย์”
ถึงแม้จะมีหลักฐานว่าเกษตรอินทรีย์มีโอกาสด้านการตลาดสูงและก่อให้เกิดความยั่งยืนในประเทศผู้ผลิต แต่การเกษตรแบบทั่วไปก็ยังถูกใช้เป็นแนวทางหลักในการผลิต แม้แต่ในประเทศที่มีการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ยังมีสัดส่วนการผลิตเกษตรอินทรีย์เมื่อเทียบกับพื้นที่ทั้งหมดน้อยมาก ทั้งนี้เนื่องมาจากเกษตรอินทรีย์จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้อย่างเข้มข้น ผู้ผลิตที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะต้องมีความรู้ด้านวัฏจักรทางธรรมชาติและระบบนิเวศเป็นอย่างดี เพราะการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์นั้นจำเป็นต้องใช้เวลาและทรัพยากรต่างๆ ในการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะการลบหลักการเกษตรแบบเดิมที่เคยทำมา จุดนี้เองจะก่อให้เกิดปัญหาสำหรับผู้ผลิตที่มีทุนและเวลาน้อย เนื่องจากไม่สามารถแสวงหาองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ในการผลิตได้เพียงพอ
ในประเทศกำลังพัฒนามักมีแหล่งความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์อยู่ค่อนข้างน้อย ประกอบกับการตื่นตัวของผู้บริโภคในคุณประโยชน์ของเกษตรอินทรีย์มีจำกัด ส่งผลให้งานวิจัยส่วนใหญ่ยังเน้นการเกษตรและการแปรรูปอุตสาหกรรมเกษตรแบบทั่วไปมากกว่า ดังจะเห็นได้จากช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยจะมีเพียงพืชและผักสดอินทรีย์เท่านั้นที่สามารถผลิตและจำหน่ายได้ ด้วยเหตุนี้ นวัตกรรม จึงเป็นตัวแปรสำคัญในการเข้าไปแก้ไขปัญหาสำหรับการสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่มูลค่าของธุรกิจเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ที่ต้องการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตที่ทำเกษตรอินทรีย์จากทั่วโลก
บทบาทของ สนช. ต่อการพัฒนาโครงการยุทธศาสตร์ด้านเกษตรอินทรีย์
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ได้ริเริ่มโครงการนวัตกรรมด้านธุรกิจเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นโครงการยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ต่อมาในปี พ.ศ. 2551-2554 สนช. ได้รับมอบมายจากคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ให้เป็นอนุกรรมการและเลขานุการในคณะอนุกรรมการบริหารจัดการองค์ความรู้และนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ โดยมีบทบาทในการบูรณาการแผนงานโครงการพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อขับเคลื่อนแนวทางการศึกษาวิจัย การจัดการองค์ความรู้และนวัตกรรม การถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมทั้งการจัดการระบบข้อมูลเกษตรอินทรีย์ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญ ทั้งในส่วนของรูปแบบนวัตกรรมการผลิตในวิถีเกษตรอินทรีย์ ปัจจัยการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ การสร้างมูลค่าเพิ่มโดยการแปรรูปผลิตภัณฑ์อินทรีย์ และธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์
ผลการดำเนินงานที่สำคัญของ สนช. ได้แก่ การสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม โดยภาพรวมผลการดำเนินงานของโครงการฯ ที่ผ่านมา สนช. ดำเนินการผลักดันให้เกิดการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมรวมทั้งหมดมากกว่า 50 โครงการ ทั้งทางด้านการผลิต ปัจจัยการผลิต การแปรรูป การตรวจสอบรับรองมาตรฐาน และรูปแบบธุรกิจใหม่ รวมเป็นวงเงินสนับสนุนประมาณ 40 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการลงทุนมากกว่า 500 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังพยายามช่วยผลักดันผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอินทรีย์จากประเทศไทยให้สามารถส่งออกไปยังต่างประเทศด้วยการส่งเสริมผู้ประกอบการนวัตกรรมด้านเกษตรอินทรีย์ พร้อมทั้งสร้างภาพลักษณ์ Think Organic - Think Thailand ในต่างประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจด้านเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งสิ้นมากกว่า 30 กิจกรรม เช่น การประชุมแนวทางการจัดการฐานข้อมูลงานวิจัยและนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย การจัดงานการประชุมวิชาการและเสนอผลงานวิจัยนวัตกรรมระดับนานาชาติ “Go...Organic 2009” เป็นต้น โดยมีเจ้าหน้าที่ภาครัฐ นักวิชาการ ผู้ประกอบการ และเกษตรกร เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 50,000 คน ทั้งนี้มีสิ่งพิมพ์เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ทั้งหมดมากกว่า 15 ฉบับ
ในส่วนของการรวบรวมฐานข้อมูลด้านองค์ความรู้และนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ของ สนช. ส่งผลให้มีฐานข้อมูล 3 ฐานข้อมูล ทั้งนี้ ได้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ www.nia.or.th/organic เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมและเผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรมด้านเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นระบบ
เพื่อให้การขับเคลื่อนธุรกิจนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์เป็นไปอย่างต่อเนื่อง สนช. ได้ริเริ่มจัดตั้ง “เครือข่ายนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์” ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2554 ซึ่งนับเป็นโครงการนำร่องความร่วมมือทางวิชาการ “การจัดตั้งเครือข่ายนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์” ระหว่างสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ในการจัดการความรู้และนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ โดยมีเป้าประสงค์ในการดำเนินงานเพื่อให้ผู้ผลิตทั้งภาคเกษตรกรรมและภาคเอกชนได้นำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมด้านเกษตรอินทรีย์ ตลอดจนยังเป็นแหล่งรวมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และขับเคลื่อนกิจกรรมสำคัญเพื่อสร้างนวัตกรรมด้านเกษตรอินทรีย์ของประเทศ
ผลการดำเนินงานดังกล่าวของ สนช. ส่งผลให้ ณ ปัจจุบัน สินค้าอินทรีย์ของประเทศไทยมีความหลากหลาย ความแตกต่าง และความน่าสนใจมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างความสำเร็จของโครงการต่างๆ โดย สนช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าธุรกิจนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ไทย จะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม โอกาสและช่องว่างในการทำนวัตกรรมด้านเกษตรอินทรีย์ยังมีอีกมาก ไม่ว่าจะเป็น การแก้ปัญหาการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากวัตถุดิบอินทรีย์ ปศุสัตว์อินทรีย์ ประมงอินทรีย์ เครื่องสำอางอินทรีย์ สิ่งทออินทรีย์ หรือรูปแบบธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น ดังนั้น ขอให้ทุกท่านอย่าหยุดใช้ความคิดสร้างสรรค์ และกล้าตัดสินใจที่จะก้าวเข้าสู่ธุรกิจเกษตรอินทรีย์ เพราะนอกจากจะเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพด้านการตลาดแล้ว ยังสอดคล้องกับกระแส “กรีน” ของแผนพัฒนาประเทศในระยะต่อจากนี้ไปด้วย

ธุรกิจนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์
“เกษตรอินทรีย์” เป็นระบบการผลิตที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของสุขภาพดิน ระบบนิเวศ และผู้คน โดยพึ่งพาอาศัยกระบวนการทางนิเวศวิทยา ความหลากหลายทางชีวภาพ และวงจรธรรมชาติ ที่มีลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ แทนที่จะใช้ปัจจัยการผลิตที่มีผลกระทบทางลบ ทั้งนี้ เกษตรอินทรีย์เป็นระบบที่ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น นวัตกรรม และองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และส่งเสริมความสัมพันธ์ที่เป็นธรรม ตลอดจนคุณภาพชีวิตที่ดีของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยแนวโน้มของธุรกิจผลิตภัณฑ์อินทรีย์ทั่วโลกอยู่ในเกณฑ์ดีมาก มีมูลค่าตลาดประมาณ 59,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยตลาดในสหรัฐอเมริกามีมูลค่า 28,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ตลาดในสหภาพยุโรปมีมูลค่ารวมประมาณ 26,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนมูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยมีประมาณ 3,000 ล้านบาท


ดูคลิปวิดีโอ ตัวอย่างธุรกิจนวัตกรรมปลูกผักเกษตรอินทรีย์ ได้ ที่นี่
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ พัฒนาเกษตรอินทรีย์ไทยไปกับผู้เชี่ยวชาญเนเธอร์แลนด์ โดยกระทรวงการต่างประเทศร่วมกับกรมวิชาการเกษตร จัดสัมมนา “การเผยแพร่องค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของเนเธอร์แลนด์ด้านการปลูกพืชโรงเรือนและเกษตรอินทรีย์” ที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้ ที่นี่

แหล่งข้อมูล :
ธุรกิจนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์
ข้อมูลบนโลกออนไลน์ที่เผยแพร่แก่สาธารณะ

องค์ความรู้เพื่อการให้บริการแก่ SMEs จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น
สำหรับหน่วยให้บริการ SMEs ภายใต้โครงการศูนย์ให้บริการ SME ครบวงจร
จัดทำ ณ วันที่ 28 สิงหาคม 2560


[1] คุณาวุฒิ บุญญานพคุณ
ผู้จัดการฝ่าย (อุตสาหกรรมเชิงเศรษฐนิเวศ) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)